กุมารทองและหุ่นพยนต์

posted on 09 Mar 2009 22:42 by tp-1994
กุมารทองและหุ่นพยนต์ ประวัตืกุมารทอง กุมารทองคือ เครื่องรางชนิดหนึ่งที่มีวิญญานของเด็กสิงสถิตอยู่ กุมารทองนี้ให้ได้ทั้งโชคลาภ ความร่ำรวย เมตตา มหานิยม และยังเป็นมหาเสน่ห์ได้อีกด้วย กำเนิดกุมารทอง กุมารทองนั้นเป็นของขลังที่มีมาตั้งแต่โบราณกาล สืบ ทอดกันมาหลายร้อยปี ดั่งที่เห็นชัดก็ยุคขุนแผนครับตำนานกุมารทองจากวรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผน นั้นได้กล่าวถึงกำเนิดของกุมารทองไว้ตอนหนึ่งว่า ขุนแผนจับได้ว่านางบัวคลี่เมียของตนคิดวางยาพิษเพื่อจะฆ่าตน จึงได้ลงมือฆ่านางบัวคลี่ แล้วจึงผ่าท้องของนางเพื่อเอาบุตรชายภายในท้องนั้นมาทำเป็นกุมารทอง โดยทำพิธีในย่างศพเด็กและปิดทองคำเปลวจนกระทั่งกลายเป็นกุมารทองแล้วใส่ห่อผ้าไว้ไปไหนพาไปด้วย กุมาร ทองจัดได้ว่าสำคัญกับขุนแผนมาก เป็นผู้ที่คอยช่วยเหลือขุนแผนอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากว่ากุมารทองนั้นก็คือลูกคนหนึ่งของขุนแผนนั่นเอง ตำนานกุมารทองเพชรฆาต กุมารทองนั้นมี 2 ประเภทคือ กุมารทองประเภทแรกนั้นจะมีความดุร้ายอยู่มาก มีฤทธิ์ทางด้านทำร้ายศัตรู แบ่งได้เป็น 4 ชนิดด้วยกัน คือ 1.เพชรมั่น 2.เพชรดับ 3.เพชรคง 4.เพชรสูญ กุมารทั้ง 4 ชนิดนี้ เรียกโดยรวมว่า "เพชรภูติงาน" หรือ "เพชรปราบ" มีไว้สังหารหรือทำร้ายศัตรูโดยเฉพาะ ตาม ตำรากล่าวไว้ว่าการสร้างกุมารทองชนิดนี้จะใช้การอัญเชิญของพวกผีตายโหงหรือ ปีศาจให้มาสถิตอยู่ในหุ่นกุมารทอง ซึ่งแต่ละชนิดนั้นจะมีวิธีการทำร้ายศัตรูที่ต่างกันไป กุมารทองเพชรสูญจะมีฤทธิ์ในการทำให้คนกลายเป็นบ้า กุมารทองเพชรคงและเพชรมั่นนั้นจะดีในทางด้านเฝ้าบ้านเรือนด้วยการฆ่าคนแปลก หน้าที่มาบุกรุกบ้าน สิ่งที่ปราบกุมารทองเพชรมั่น ได้นั้นได้แก่วัวธนูที่ทำจากไม้ไผ่หามผี แต่กุมารทองเพชรคงจะมีฤทธิ์สูงกว่ากุมารทองเพชรมั่นเพราะสามารถเอาชนะได้ หรือแม้กระทั่งที่ทำจากครั่ง สิ่งที่เดียวที่จะหยุดได้คือวัวธนูทองแดง ยิ่งไปกว่านั้นกุมารทองเพชรคงยังมีอำนาจในการไล่ตามศัตรูได้ในขณะที่กุมาร ทองเพชรมั่นจะอยู่แต่ภายในอาณาเขตบ้านเท่านั้น กุมาร ทองเพชรดับเป็นเพชรฆาตเลือดเย็นที่สามารถหักคอศัตรูอย่างรวดเร็วฉับพลัน เหมือนนักฆ่ามืออาชีพมีไว้สำหรับปลิดชีวิตศัตรูโดยเฉพาะ กุมารทองจำพวกนี้ยังคงนิยมอยู่ในเฉพาะนักไสยเวทย์มนต์ดำที่เก่งกล้าหรือแถบ เขมรและอิสลาม ไม่ได้นิยมในหมู่นักสะสมเครื่องรางทั่วไป กุมารทองโชคลาภเมตตามหานิยม กุมารทองอีกประเภทหนึ่งนั้นมีไว้เฝ้าบ้าน เรียกลูกค้า เป็นเมตตามหานิยม ไม่มีชื่อเรียกโดยเฉพาะ โดยทั่วไปนั้นผู้บูชาจะตั้งชื่อเอง โดยจะตั้งชื่อที่เป็นมงคล เรียกทรัพย์ต่างๆ กุมาร ทองชนิดนี้จะไม่มีความดุร้ายสามารถเลี้ยงกันได้ทุกคนไม่มีอันตรายเหมือน อย่างกุมารทองทองชนิดข้างต้น กุมารทองด้านเมตตาที่สร้างโดยอาจารย์รุ่นเก่าที่ขึ้นชื่อว่าขลังได้แก่หลวง พ่อเต๋ วัดสามง่าม ซึ่งถือเป็นกุมารทอง ยอดนิยมอันดับหนึ่ง กุมารทองของท่านรุนแรกๆ ราคานับแสนบาท แต่ปัจจุบันนี้คือหลวงพ่อแย้มซึ่งเป็นศิษย์เอกของหลวงพ่อเต๋ ก็เรียนวิชาสร้างกุมารครบเม็ดกระบวนความ ศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน กุมารทองทางเมตตานี้จะมีความศักดิ์สิทธิ์ในด้านของการเฝ้าบ้าน เรียกลูกค้าเข้าร้าน ช่วยค้าขายดี ช่วยเรือกนาไร่สวนให้มีผลิตผลดี ชนิดต่างๆของกุมารทอง 1.กุมาร ทองมหาภูติ สร้างจากวัสดุอาถรรพณ์ เช่น กระดูก ผงพรายกุมาร น้ำมันพราย หรือแม้แต่พวกลูกกรอก สิ่งเหล่านี้เชื่อว่าเป็นธาตุอาถรรพณ์ที่มีวิญญาณอยู่ในตัวของมันเอง นำมาประกอบเป็นรูปกุมารทอง แล้วปลุกเสกหนุนธาตุ หนุนอาการขึ้น บางทีก็อาจใช้วิญญาณของเจ้าของวัตถุอาถรรพณ์ที่ทำการสะกดนั้นเลย กุมาร ทองชนิดนี้นิยมเลี้ยงกันในหมู่ของอาจารย์หมอไสยศาสตร์ที่มีวิชาอาคมสูงเท่า นั้น เพราะกุมารทองชนิดนี้มีอันตรายหากเลี้ยงไม่ดี คุมของไม่อยู่แล้วนั้น จะย้อนเข้าสู่ตนเองจนถึงแก่ชีวิต หรือกลายเป็นคนวิกลจริตได้เลย แต่ หากได้รับการสลายธาตุและปลุกเสกโดยพระสงฆ์ผู้มีพลังบารมีคุณวิเศษ คุมธาตุคุมพลัง กำกับไว้ดีแล้วจะเป็นฤทธิ์ทางภูติคุฯ ช่วยเหลือผู้คนได้ดี มีแต่คุณ 2.กุมารทองที่สร้างจากไม้อาถรรพณ์ อาทิ เช่น ว่านยาต่างๆ ว่านกุมารเป็นต้น ไม้ตายพราย ไม้ ยืนต้นตายพราย ไม้โดนฟ้าผ่าตาย ไม้ตกน้ำมัน ต้นไม้ใหญ่ที่มีรุกขเทวดา หรือไม้ที่มีพลังอำนาจหรือไม้มงคลบางชนิด บางที่อาจใช้ไม้กาฝากก็ได้ การสร้างกุมารทองชนิดนี้จำต้องใช้ความวิริยะอุตสาหะมาก เพราะมีกรรมวิธีที่ยุ่งยากมาก ตั้งแต่การพลีกรรมไม้ การแกะหุ่น การปลุกเสก ผู้ที่กระทำพิธีจะต้องรักษาศีลอย่างเคร่งครัดจนมั่นใจว่ากายและใจบริสุทธิ์พอ จึงสามารถทำได้ 3.กุมารทอง 9 โกฐิ เป็น กุมารทองที่มีพละกำลังและอิทธิบารมีมากกว่ากุมารทองทั้งมวลเนื่องจากเป็นเทพ ของกุมารทอง ผู้เสกต้องมีพลังจิตสูงมากๆ และการเสกจำต้องกระทำกันไม่ต่ำกว่า 3 ปี การสร้างย่อๆคือ ต้องหาโกฐิใส่กระดูกเด็กที่ตายด้วยอาการต่างๆ 9 ประเภทตามตำรา ภายในคืนเดียว แล้ว หลอมตะกั่วเหล่านั้นกับตัวยันต์ตำราบังคับพร้อมกับพญาว่านบางชนิดในฤกษ์ที่ แข็งที่สุดคือ ฤกษ์ที่เชื่อกันว่า บรมปู่ขุนแผนเสกกุมารทองในยามนี้ ยามเดือนดับของเดือน 5 นั้นเอง และต้องตรงกับวันเสาร์ จาก นั้นจะอุดด้วยผงปถมังโลกีย์กำเนิด อันต้องสร้างโดยผู้มีวิชาจริงๆ ผงนี้เล่าว่าหากตกลงบนตุ๊กตาเด็กก็จะกลายเป็นกุมารทองทันที จากนั้นจึงนำมาเสก ตามตำรากล่าวว่าต้องใช้เวลาเสกถึง 144 เสาร์ 144 อังคารตามกำลังของเทพกุมารบนสรวงสวรรค์ กุมาร ทองชนิดนี้หาคนทำยาก หากมีแล้วนั้นค่าบูชาจะสูงมากนับหมื่นนับแสนทีเดียว ในอดีตมี พระเดชพระคุณหลวงปู่ชื่น ติคญาโณ วัดตาอี สร้างไว้องค์เดียว..... 4. กุมารทองรักยม แกะจากไม้รักและไม้มะยม ตามตำนานของรัตตะกุมารและยมกะกุมาร อันเกิดจากวิชาสายพระฤๅษีโดยเฉพาะ เป็นการเอาไม้มงคลนามมาแกะเป็นกุมารสององค์แล้วเลี้ยงในน้ำมันจันทร์ หากน้ำมันแห้งเชื่อว่าจะเสื่อมอิทธิฤทธิ์ทันที อย่างไรก็ตามคนก็นิยมเลี้ยงกัน เนื่องจากเลี้ยงง่าย ไม่ยุ่งยาก ราคาถูกถมเถไป หา เช่ากันได้ไม่ยาก แต่ที่สร้างไว้ขึ้นชื่อมากที่สุดมี ของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อเคน วัดเขาอีโต้ หลวงพ่อเพิ่ม วัดสามปลื้ม เป็นต้น5.กุมารทองพยนต์ เกิดจากการนำวัตถุอาถรรพณ์บางชนิดมาขึ้นรูปกุมารทอง เช่น ดิน 7,9 ป่าช้า ผงว่านยา หรือผงพุทธคุณของพระเกจิ หรือคณาจารย์ต่างๆ มาปลุกเสกลงเลขยันต์ เรียกรูปนาม และที่สำคัญคือการใช้วิชาธาตุ 4 หรือที่เรียกว่าการปั่นธาตุ ทางเหนือสายล้านนาเรียกว่า วิชาสี่ท่าห้าธาตุ จนเกิดเป็นวิญญาณหรือเจตภูตมีตัวมีตนสามารถช่วยเหลือคนได้ กุมาร ทองชนิดนี้หาคนสร้างยากเช่นกัน เนื่องจากมีข้อมูลและผู้สืบทอดวิชาน้อยไม่ชัดเจน ที่เห็นๆก็มี หลวงพ่อเต๋ และหลวงพ่อแย้มวัดสามง่าม หลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติเท่านั้น วิญญาน 3 ชนิด การสร้างกุมารทองนั้นแบ่งออกหลักๆเป็น 3 วิธีการสร้างคือ 1. สร้างด้วยดิน 7 ป่าช้า ผสมผงพรายกุมาร ผงพรายกุมารนั้นคือผงที่ได้จากการเอากระดูกเด็กมาป่นละเอียดผสมกับผงอิทธิเจ และปถมัง กุมารประเภทนี้จะเฮี้ยนและแรงที่สุด แต่มีทั้งคุณและโทษภายในตัว วิญญานที่เชิญลงมานั้นมักเป็นวิญญานในป่าช้า หรือเป็นวิญญานเด็กที่ติดอยู่กับผงพรายกุมารนั่นเอง กุมารประเภทนี้ต้องเซ่นไหว้ให้ดี และหากเวลาผ่านไปนานวันวิญญานภายในตัวกุมารก็สามารถโตขึ้นได้ 2. การสร้างด้วยเนื้อดินหรือเนื้อไม้แล้วเชิญญานเทพลงมา กุมารประเภทนี้มักจะไม่ค่อยแสดงตัวเหมือนอย่างแรก เพราะเป็นเทพไม่ต้องเสพอาหารหยาบ ปกติมักปลุกเสกรวมกับพระเครื่อง 3. สร้าง ด้วยไม้ตายพราย ที่นิยมนั้นมักจะสร้างด้วยเนื้อไม้รักซ้อมตายพรายและไม่มะยมตายพราย เพราะถือว่าไม้ตายพรายนั้นเป็นไม้เทพสถิต มีความขลังอยู่ในตัวแม้ไม่ต้องปลุกเสก เมื่อได้ไม้ชนิดนี้มานั้นอาจารย์ผู้เสกจะประจุอาคมพระเวทย์ จิต ตั้งธาตุ หนุนธาตุ เรียกอาการ 32 เรียกนาม จนเกิดเป็นวิญญานอุบัติขึ้นมา วิญญานที่เกิดขึ้นมานั้นจะเรียกว่าพราย คือไม่รู้จักโต พรายพวกนี้จะไม่ทำร้ายผู้ใด แต่ถ้าขาดการดูแลจะอ่อนกำลังและสลายไปในที่สุด การเลี้ยงดูกุมารทอง การ เลี้ยงกุมารทองในช่วงแรก โตด้วยมนต์ของอาจารย์วิทยาธรกับของอาจารย์ในเมือง มนุษย์ แต่จะอาศัยบุญของอาจารย์วิทยาธรที่ดูแลควบคุมวิชาพวกนี้เป็นหลัก จะใช้มนต์เลี้ยงจนกระทั่งโตเหมือนเด็กที่ถึงเวลาคลอดออกจากครรภ์มารดา ตอนนี้จึงจะให้ดื่มนม การให้ดื่มนมมี ๒ ประเภท คือ อาศัยนมมารดากับนมจากวิทยาธร การดื่มนม มารดาก็เหมือนกับการดื่มนมของเด็กทั่วไป นมของ วิทยา ธรน้ำนมจะไหลออกจากปลายนิ้วมือของวิทยาธร เมื่อกุมารทองดูดน้ำนมก็จะไหลไปเรื่อยๆ ด้วยฤทธิ์ของวิทยาธร พออิ่มแล้ว น้ำนมก็หายไป จะสลับสับเปลี่ยนกันให้ดื่มนมจากแม่บ้าง จากวิทยาธรบ้าง มารดา ของกุมารทองอยู่ได้ด้วยบุญของอาจารย์วิทยาธร ท่านจะให้อาหารทิพย์ กายละเอียดพวกนี้จะมีความเป็นอยู่คล้ายๆ มนุษย์ คือ มีครอบครัว มีลูก มีอะไรสารพัด แม่ลูกอยู่ได้ด้วยบุญของวิทยาธรและมนต์ของวิทยาธรกำกับ เด็กที่เป็นลูกกรอก รักยม กุมารทอง พวกนี้เมื่อเลี้ยงแล้วก็โตขึ้นเรื่อยๆ แต่ระยะเวลาในการเจริญเติบโตจะช้ากว่าในเมืองมนุษย์ ซึ่งจะมีอายุยาวกว่าของมนุษย์ กุมารทองบางตัวโตเร็ว บางตัวโตช้า เพราะวิบากกรรมไม่เท่ากัน ถ้าตัวไหน ใกล้หมดกรรมจะโตเร็วหรือไม่ก็ไปเกิดเลย ตัวไหนที่โตช้า และเป็นกุมารทองนาน แสดงว่ามีวิบากกรรมมาก สัมภเวสีเด็กที่ถูกเลี้ยงให้เป็นกุมารทองจะมีนิสัยเหมือนเด็กมนุษย์ คือ ชอบเล่นและซุกซนเหมือนเด็กๆ แต่ถึงแม้จะซุกซนแค่ไหน แต่ก็อยู่ในสายตาของวิทยาธรตลอด เพราะเขามีตาทิพย์ วิธีการเลี้ยง และใช้งานกุมารทอง วิธี การเลี้ยงกุมารทองก็เหมือนกับการ เลี้ยงเด็ก เลี้ยงลูก พูดง่ายๆ คือ เลี้ยงด้วยการ เซ่นไหว้ ให้กินผลไม้ ให้กินน้ำหวาน น้ำเขียว น้ำแดง กินขนม เขาจะกินของละเอียดที่ซ้อนกันอยู่ การใช้งานส่วนใหญ่จะมีวัตถุ ประสงค์เพื่อให้ช่วยเหลือด้านค้าขายบ้าง เฝ้าของ เฝ้าบ้านเป็นหลัก ให้ดูหวย หรือดูดวง เป็นเรื่องรองลงมา เช่น ให้เฝ้าของ เฝ้าบ้าน แม้เจ้าของบ้านไม่อยู่ ก็ทำให้เหมือนมีคนอยู่ในบ้าน จะมีเสียงเด็กวิ่งเล่น หรือบางทีก็แปลงกายเป็นสุนัขดำตัวใหญ่ก็ได้ หรือแปลงกาย เป็นอะไรก็ได้ แต่กุมารทองทำอย่างนี้ไม่ได้ทุกตัว บางตัวแปลงกายได้ บางตัวแปลงไม่ได้ แล้วแต่ฤทธิ์มาก ฤทธิ์น้อย ขึ้นกับการปลุกเสกของครูบาอาจารย์เป็นหลักใหญ่ การช่วยเรื่องการค้าขาย กุมารทองจะมีวิธี คือ เข้าไปสถิตอยู่ใน มโนจิต มโนใจของผู้คนได้ เขาอาจจะดลใจ เข้าไปดึงตัวบ้าง ฉุดมือบ้าง ให้เข้ามาหาเรา โดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว จะเหมือนเดินเข้าไปธรรมดา หรือไปกระซิบข้างหู ซึ่งคนที่ถูกกระซิบก็จะไม่ได้ยิน แต่จะเกิดความรู้สึกอยากได้ อยากไปซื้อของร้านนี้ อยากได้สิ่งนี้ ทั้งที่ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน หรือซื้อโดยไม่ตั้งใจ หรือซ์อเพราะเผลอใจ กลับไปบ้านเห็นของแล้วเสียดายเงินแทบแย่ ท่านทั้งหลายเคยเป็นเช่นนี้ไหมครับ จริงๆ แล้วเรื่องการ ขายของดี หรือไม่ดีนั้น ก็ต้องขึ้นเวรกรรม บุญกุศล และวาสนา ที่สร้างสะสมกันมา วาสนาแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจได้มากได้น้อย ขายดีมากดีน้อยแตกต่างกันไป จะให้เหมือนกันทุกคนก็คงเป็นไปไม่ได้ พอดีกับจังหวะดวงดี กุศลส่งเสริม ช่วงนั้นจะทำอะไรก็ดีทั้งนั้น ส่วนกุมารทองนั้นเป็นของเสริมบุญเรา เป็นพลังวิเศษที่สวรรค์ส่วมาช่วยเรา เขาอาจจะมาเป็นช่วงๆ ไม่ได้หมายความว่าจะอยูกับเราได้ตลอดกาล หมดบุญต่อกันเขาก็ไป กุมารทองจะช่วยดึงดูดโชคลาภ ดึงกุศลผลบุญนั้นเข้ามาให้ง่ายและเร็วขึ้น ซึ่งจะขายดีทุกครั้งตลอดไปก็ไม่ใช่ จะได้เฉพาะบางครั้งเท่านั้น เพราะกุมารนั้นตนๆหนึ่งนั้นจะถูกแบ่งอนูภาคไปหลายตัว ตามจำนวนครูบาอาจารย์ที่สร้างขึ้นมานั้นแหละ จึงอาจถูกแบ่งจิตไปสู่ผู้เลี้ยงหลายๆคน ใครเลี้ยงดีเรียกดีก็ไปหาคนนั้นบ่อย ใครไม่ค่อยสนใจเลี้ยง หรือหลงๆลืมเขาไป เขาก็ไปหาคนอื่น หรือบางคนเลี้ยงหลายตัวมากเกินไป แทนที่จะช่วยกันทำงาน กลับชวนกันเล่นซะนี่ ฉนั้นการเลี้ยงกุมารทองนั้นต้องเลี้ยงด้วยจิต เอาใจใส่เลี้ยงเหมือนลูกเรา หมั่นกระซิบพูดคุยกับเขาบ่อยๆ พูดเองเออเองอะไรทำนองนั้น ที่เลี้ยงไว้เฝ้าบ้านก็เช่น เดียวกัน อย่าลืมว่าบุญกรรมที่ทำมาเป็นหลัก ทุกคนมีเจ้ากรรมนายเวร เราทำอะไรใครบ้างไม่ได้จำ เขาจะเอาคืนเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ พวกนี้เล่นทีเผลอ ประมาทเมื่อไหร่โดนครับ ทำกรรมไว้ต้องชดใช้ ถูกต้องแล้ว ขนาดบางทีมีกุมารทองอยู่ ขโมยยังขึ้นบ้านได้ แสดงว่าคนนั้นมีวิบากกรรมเคยไปลักขโมยของคนอื่นเขามาก่อน เพราะเป็นวิบากกรรมที่ติดมากับตัว เมื่อถึงเวลาส่งผล อะไรก็กันไม่อยู่ กุมารเราเผลอไปเที่ยว มันก็เข้ามาได้ วิธีการติดต่อกับกุมารทอง วิธี การติดต่อระหว่างผู้เลี้ยงกุมารทองกับกุมารทอง ก็คือการเรียกชื่อเขา เรียกด้วยจิต เวลาขออะไรใจต้องนิ่ง มีสมาธิดี จุดเทียน จุดธูป บอกเขา หากรู้สึกเสียวสันหลังวาบ หรือขนลุดซู่นั่นแหละเขามาแล้ว ขออะไรไปได้เรื่องแน่ บางทีกุมารทองก็จะมากระซิบข้างหู แต่ไม่เห็นตัว เพียงแต่มีความรู้สึก หรือบางทีถ้าจิตของใครที่อ่อนไหวง่าย กุมารทองก็จะสิงร่างของผู้นั้นได้ง่าย บางทีก็เข้าฝัน บอกโชค บอกหวยได้ ก็มีให็เห็นกันบ่อย การบูชากุมารทอง การบูชานั้นทำโดยการตั้งเครื่องบูชา เทียน 2 เล่ม ธูปจะจุด 1 -5 หรือ 9 ดอก ก็ได้ตามสะดวก ของเซ่นไหว้ประกอบด้วยข้าวปากหม้อ ไข่ต้ม น้ำหวาน น้ำเขียว น้ำแดง นม ขนมหวาน ขนมปัง เบเกอรี่ก็ได้ ไม่ควรถวายของคาวเหล้ายาปลาปิ้งเด็ดขาด เขาเป็นภูติเด็ก ไม่ใช่ผีพรายผู้ใหญ่ นอกจากนี้หากว่าบนสิ่งใดไว้ก็ให้ตอบแทนตามสิ่งที่บนมาเช่น ให้ของเล่น หรือให้สร้อยทอง ตามที่เราได้บนเอาไว้ สำหรับการ ถวายนั้นให้เราตกลงกับกุมารทองเอาว่าเราสะดวกวันไหน เช่นเราตกลงกับกุมารทองไว้ว่าจะถวายข้าวทุกๆวันพระเราก็ต้องให้เค้าทุกๆวัน พระ เพราะกุมารทองเป็นกายทิพย์ถือเรื่องสัจจะเป็นสำคัญ แต่ถ้าหากไม่มีเวลาให้เราบอกเค้าไว้ว่า เวลาไปไหนก็ให้ไปด้วยกันกินอะไรก็กินด้วยกัน ถ้าได้ผลแล้วควรทำบุญทำทานถวายสังฆทานอุทิศไปให้เขาด้วย ฤทธิ์จะแรงขึ้นเรื่อยๆ การนำกุมารทองเข้าบ้าน ให้ตั้งชื่อกุมารก่อน เอาชื่อไทยๆเรา ชื่อที่เป็นมงคล เมื่อนำกุมารทองเข้าบ้านนั้นเราจะต้องจุดธูป 16 ดอก บอกกล่าวขออนุญาตต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านทั้งหลาย พร้อมทั้งพระภูมิเจ้าที่ ผีบ้าน ผีเรือน ว่าให้เปิดทางให้แก่กุมารทองที่เรานำมาเลี้ยง ถ้า หากภายในบ้านเรามีกุมารทองอยู่ก่อนแล้วให้เราทำการจุดธูปหรือบอกปากเปล่าว่า จะเอาพี่หรือน้องมาอยู่ด้วย และเรายังต้องสอนกุมารในทางที่ดีอีกด้วยเพราะเค้าเป็นเด็กยังไม้รู้อะไรดี ไม่ดี แนะนำสมาชิกในบ้านให้กุมารรู้จัก ถ้าเรามีลูกให้ลูกเราเรียกกุมารเป็นพี่ กุมารที่มีให้บูชาในปัจจุบันมีหลายแบบ - ปั้น หล่อด้วยปูนปาสเตอร์ หรือพาสติก ไฟเบอร์ก็มี อาจมีอุดผงอาถรรพ์ของครูบาอาจารย์ผู้ปลุกเสก แล้วแต้มสีสันให้ ซึ่งระดับนี้ท่านว่า เรียกว่ากุมารโหล มีฤทธิ์ไม่มาก หรืออาจไม่มีเลย - แบบเป็นลูกอม จะมีขนาดเล็กครับ พกพาง่าย - แบบหุ่นดินปั้น ดินป่าช้า ผงอาถรรพ์ ผงว่าน แบบนี้ก้อมีหลายแบบ หลายขนาด - แบบเนื้อโลหะอาถรรพ์ โลหะ ที่นำมาทำหลอมตามสูตรตำราของแต่ละอาจารย์ ว่ากันตามวิชาเฉพาะตน บ้างก้อมีอุดผงพราย อุดผง อุดดินเจ็ดป่าช้าง เพื่อเพิ่มความเฮี้ยนขึ้นอีกครับ - แบบแกะจาก ไม้อาถรรพ์ คือ ไม้มงคลที่ตายพราย(ยืนต้นตายเอง) เอามาแกะเป็นรูปเด็ก บ้างก้อนำมาแช่น้ำมันจันทร์ต่อ เพื่อเป็นการล่อให้เค้าอยู่กับเรานานๆ เราก้อหมั่นเติมน้ำจันทร์นะครับ ไม่งั้นเค้าก้อจะไม่อยู่กับเรา - แบบ ที่แกะจากวัตถุที่มีพลังในตัวเอง เช่น งาช้าง เขากระทิง เขาควายเผือก กระดูกสัตว์โบราณ หินศักดิ์สิทธิ์ อัญมณีมีค่า ซึ่งสมัยนี้ก้อไม่พบกันแล้วครับ(หายากมั่กๆ) การใช้งานของกุมาร - เป็นพรายกระซิบ บอกเหตุ บอกภัยที่กำลังจะมาถึง หรือบอกโชคลาภ บอกหวย - เรียกเงิน เรียกทอง เรียกทรัพย์ เสี่ยงดวงพนัน - บางตนใช้กันคุณไสยได้ ไล่ผีเร่ร่อนได้ - ช่วยทำมาค้าขาย เรียกคนเข้าร้าน - ช่วยในเรื่องการงาน การประกอบสัมมาชีพ - ช่วยทำไร่ทำนา เรือกสวน - เฝ้าบ้าน เฝ้าของ คาถาบูชากุมารทอง สูตรของหลวงพ่อเต๋ หลวงพ่อแย้ม** นะโม (3 จบ) "พุ ท ธัสสะ บูชา ธัม มัสสะ บูชา สัง ฆัสสะ บูชา ปติ ปติ บูชา ภะวันตุเม อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าขอไหว้ตุ๊กตาทอง ขอจงมาบังเกิดอยู่ในจักขุทวาร ในมะโนทวาร ในกายทวารแห่งข้าพเจ้า ขอเดชเดชะ ข้าพเจ้าได้ทำบำเพ็ญกุศลมาแต่ อเนกอนันตชาติ เกิดด้วยตุ๊กตาทอง ลาภทุกประการ จงมาบังเกิดกับข้าพเจ้าทั้ง 8 ทิศเนืองๆ ขอจงมาทุกวัน อย่าได้ขาดแคลน ลาภ สักการะ นั้นเลย ให้เหมือนดั่งเช่นตุ๊กตาทองนี้เถิด" คาถาเรียกกุมารทอง "โอม พะนิจิ เจรุนิ พันธัง เอหิ มะมะ" คาถาเรียกกุมารทานอาหาร "โอม กุมาระ รักยม มารับโภชนา อาคัจฉาหิ ติวัปตับโพ อาคัจฉาหิ มาลูกมา" แล้วเรียกชื่อเขา การ เลี้ยงกุมารทองให้เลี้ยงด้วยจิต เหมือนลูกเราคนหนึ่ง ต้องเอาใจใส่พูดคุยด้วยถึงจะจูนเข้ากันง่าย คนเราสนิทกันแล้วขออะไรก็ได้ เวลาขออะไรจิตต้องนิ่ง หากรู้สึกขนลุกขนพองเป็นอันได้เรื่องแน่ๆ หมั่น หาอาหาร ขนมหวาน ขนมเบเกอรี่ นม น้ำแดง น้ำเขียว ให้กุมาร ทุก 1-3 วัน ตามสะดวก อยากได้ผลเร็วควรตอบแทนด้วยของเล่น เครื่องประดับ สร้อยทอง แหวนทอง เป็นต้น เมื่อได้สมปรารถนาแล้วควรการทำบุญทำสังฆทานอุทิศส่วนกุศล แผ่เมตตาไปให้เขาด้วย จะได้ผลดีขึ้นเรื่อยๆ หุ่นพยนต์ พระ อาจารย์ประสูติ ปิยธมโม วัดในเตา เป็นหนึ่งในสำนักตักศิลาเขาอ้อเป็นสำนักที่มีความเชี่ยวชาญในศาสตร์วิชาการ ผูกหุ่นพยนต์มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันพระอาจารย์ประสูติ ได้กำหนดอาการให้ครบ 32 สามารถรับรู้ และเคลื่อนไหวเหมือนมีชีวิตจริงทุกประการจะอยู่ในลักษณะที่แอบแฝงอิทธิฤทธิ์ จะแสดงออกมาต่อเมื่อมีคนคิดปองร้าย ต่อผู้ครอบครองหุ่นพยนต์นี้ หุ่นพยนต์มีรูปแบบลักษณะที่แตกต่างกันออก ขึ้นอยู่กับคณาจารย์นั้นๆจะเสกขึ้นมาตามตำราของท่าน ข้นอยู่กับพลังจิตของท่านด้วย ถ้ามีพลังจิตสูงก็สามารถผูกหุ่นได้ครั้งละมากๆ แต่หุ่นพยนต์ของพระอาจารย์ประสูติ จะเป็นได้ทั้งหญิงและชายเพราะท่านอธิฐานจิตที่หุ่นให้เป็ได้ทั้งสองเพศผู้ บูชาจะเป็นหญิงหรือชายก็ได้โดยมีลายละเอียดดังนี้ 1. ส่วนศรีษะจารด้วยหัวใจธาตุทั้ง4 กลับไปกลับมาคือ นะมะพะทะ กับ ทะพะมะนะ 2. แขนด้านหนึ่งจารคาถาหัวใจพระเจ้า 5 พระองค์คือ นะโมพุทธายะ อีกข้างหนึ่งจารยะธาพุทโมนะ 3. ตัวข้างหนึ่งจารหัวใจผู้ชายคือ จิตตังปุริโส อีกข้างจารหัวใจผู้หญิงคือ จิตตังภะคินิเม ขาจารหัวใจอิทธิฤทธิ์คือ อะหังนุภา อีกข้างจาร คุณวิเศษแห่งหุ่นพยนต์มหามงคลเก้าคือ กานุหัง พุทธคุณ ค้าขาย โชคลาภ มหานิยม คงกระพัน มหาอุตม์ มหาเสน่ห์ เฝ้าบ้าน เฝ้ารถ รับเคราะห์แทนเจ้าของ ใช้ เสริมดวง… วิธีผูก9พยนต์ ผูกดวงคน คาถาปลุก ตั้งนะโม 3 จบ ปะฐะมัง พินธุกังชาตัง ทุติยัง พันธะกันเจวะ ตะติยัง เภธะถัง เจวะ จะตุถัง อังกุสัมภะวัง ปัญจะมัง สิระสังชาตัง เสก 3 คาบ (หมายความว่าหายใจเข้าออกรวมเป็น1 คาบ) แล้วท่องต่อด้วย…. นะติดันจะนะ 108 คาบ (หมายความว่าหายใจเข้าออกรวมเป็น1 คาบ) อารธนาก่อนใช้ พยนต์ พุทธัง มหาอราธนานัง อธิฐานนิ พุทธัง มหาปะสิธิเม ธัมทัง มหาอราธนานัง อธิฐานนิ พุทธัง มหาปะสิธิเม สังฆัง มหาอราธนานัง อธิฐานนิ พุทธัง มหาปะสิธิเม จารย์ประสูติ วัดในเตา จังหวัดตรัง

เหล็กไหล 7 สี

posted on 09 Mar 2009 22:36 by tp-1994
เหล็กไหล 7 สี ________________________________________ เหล็กไหล 7 สี ชนิดนี้ สีสันต่างๆ จะเรียกได้ว่า เป็นแร่ที่ดูมีชีวิต ดูสดใสอยู่ตลอดเวลา รวดลายก็งอกตามธรรมชาติ รายเส้นก็งอกตามธรรมชาติ มีพลังมากมาย เหล็กไหลชนิดนี้บางคนเรียกว่าโคตรเหล็กไหล ซึ่อเป็นคำเรียกที่ผิดๆ จริงๆเป็นเหล็กไหลชั้นยอด ถ้าคนนั้นสามารถดูออก และบอกวิธีบูชาได้ถูกต้องจะเป็นผลดีกับผู้ครอบครอง เหล็กไหล 7 สีมีหลายชนิด บางชนิดเป็นแค่เหล็กเฮมาไทด์ที่ขึ้น7 สี บางคนก็วัดพลังว่า แร่ 7 สีเฮมาไทด์นี้แทบไม่มีพลัง อย่าลืมครับว่า เหล็กทุกชนิดตามธรรมชาตินั้นสามารถขึ้น 7 สีได้แทบทุกชนิด ก็ต้องแยกให้ออก ถ้าหาเช่าซื้อก็ควรถามคนขายว่านำมาจากไหน เป็นแร่ชนิดไหน มีพลังหรือไม่ คนขายสามารถรู้และสัมผัสพลังตรงนั้น ได้หรือไม่ หรือเอามาเป็นการค้า ขายไปงั้นไม่รู้ว่าเป็นเหล็กไหลหรือไม่ หรือไม่ก็ไม่รู้แม้นกระทั่งเหล็กไหลที่ขายนั้น กินน้ำผึ้ง หรือต้องการอะไรหรือไม่ ควรตรวจสอบให้ดีก่อนนำมาบูชา การนำเหล็กไหลออกจากถ้ำ ถ้านำเหล็กไหลออกจากถ้ำโดยไม่มีการขอนำออกมา ของชิ้นนั้นจะมีผลกระทบ ต่อผู้เป็นเจ้าของได้ เหล็กไหลที่ไปรนไฟให้ระลายลงมาเป็นเม็ดๆ นั้นไม่เรียกว่าน้ำหนึ่ง ที่คนไปเอาไฟรนให้ละลายลงมานั้น ก็คือโคตรเหล็กไหล ที่คนเรียกๆกันนั้นแหละครับ พอละลายหยดลงมาเป็นเม็ดก็ดันไปเรียกว่าเหล็กไหลซะอีก แถมบอกเป็นเหล็กไหลน้ำหนึ่งด้วย แล้วที่เรียกว่า โคตรเหล็กไหลละควรจะเรียกว่าอย่างไรดี เพราะเอาไฟไปรนละลายหยดลงมา ก็เรียกเหล็กไหล ข้อนี้เอาไปคิดกันคับ การที่เราเอาไฟไปรนละลายลงมานั้นเป็น การแปรธาตุใหม่ ซึ่งอาจจะได้แค่พุทธคุณของธาตุกายสิทธิ์เท่านั้น แต่ไม่ได้เทพ เทวาที่เป็นผู้สร้าง และดูแล การสร้างสรรค์จากเทพผู้ทรงอำนาจ เราไม่ควรไปหลอมละลายหรือแปรรูปร่าง เช่น โคตรเหล็กไหล 7 สีก็สามารถตัดแบ่งเป็นชิ้นๆได้ ห้ามมีการไปเอาไฟเทียนรนตามถ้ำ หรือเอามาหุงใหม่ หลอมขึ้นมาใหม่ ไม่ควรนำมาเจยไน ให้เป็นเม็ดๆเช่นเม็ดแคมซูน ลูกกลม เม็ดเล็กๆเพื่อมาทำหัวแหวนต่างๆ ของแบบนั้นจะไม่มีเทพดูแลรักษา มีแค่พลังจากธรรมชาติและพลังที่เทพสิงสู่อยู่ แต่ถ้าเอามาปลุกเสกก็น่าจะเป็นของดีได้ทีนี้ก็คงอยู่กับท่านอาจาร์ผู้ทรงบารมีแล้ว นอกจากการตัดด้วย กะสิณญาณเท่านั้นถึงจะเรียกได้ว่าน้ำหนึ่งและเป็นของที่มีอำนาจมาก คนที่ไปหาตามถ้ำควรที่จะเลอะออกมาเป็นก้อน หรือเป็นแผงๆเลยเท่านั้น แล้วเอามาตัดแบ่งย่อยเป็นชิ้นเล็กๆได้ พลัง ชีวิตจะอยู่ทั้งหมด เหล็กไหลชนิดนี้กินน้ำผึ้ง ถ้าคนไหนบอกไม่กิน แปลว่าผู้นั้นสัมผัสไม่ได้ สัพแต่จะขายหรือบอกไม่ได้สอนวิธีบูชาผิดๆไม่มีการสอนแบบสัมผัสญาณ แบบนี้คือคนขายทั่วไป แต่ก็ดีอย่างที่ คนจำพวกนี้จะเป็นตัวเชื่อมที่ทุกคน อาจได้เหล็กไหล 7 สีชั้นยอดมาบูชากัน การเสพหรือกินน้ำผึ้ง คือการเสพทางทิพท์ญาณ ต้องเป็นผู้มีญาณรู้ เห็นเท่านั้น เช่น ญาณทัศนะ เป็นต้น พึงเสมอว่าการบูชาที่ถูกควรบูชาแบบไหนถึงได้ ขอความสำเร็จต่างๆได้ดี คำว่าโคตรเหล็กไหล คือแร่ที่ทับถมกันเป็นชั้นๆไม่มี ตะปุ่มตะป่ำหรือปูดนูนเป็นเม็ดๆผู้ที่หาเช่าซื้อเหล็กไหล7สีมา ควรสอบถามวิธีการบูชาที่ถูกต้องให้ดี และการนำไป เพื่อฝึกสมาธิในตัวผู้ครอบครองด้วย ว่าควรฝึกอย่างไรถึงจะสัมผัสธาตุกายสิทธิ์ได้ การฝึกต้องมีของจริงคือแร่ที่มีอำนาจ และมีเทวาอยู่เท่านั้น ป้องกันผีทุกชนิดได้ 100% ป้องกันการตายก่อนเวลา ป้องกันกรรมที่มากระทำต่อเจ้าของ คนเลวใส่ทำเลว โดน 10 เท่าของกรรมนั้นๆ ก็หมายความว่า ใส่แล้วเอาไปทำเลว ทำชั่ว เช่นใส่แล้วไปฆ่า เป็ด ไก ปลา เอามากิน หรือ ขโมยของ เป็นโจร โดน 10 เท่า คน จะเอาไปใช้ก็ต้องดูว่าตัวเองอยู่ในข้อห้ามหรือไม่ วัยเบญจเพศ ควรใส่อย่างยิ่งมีไว้ในรถ ก็ปลอดภัยจากอันตรายทั้งหลายทั้งปวง ใส่แล้วเวลาทำบุญให้นึกถึงองค์พญาเหล็กไหล ด้วยให้ท่านได้บุญไปกับเราด้วยทุกครั้งที่ทำบุญ ถวายน้ำผึ้งบ้างบางครั้ง เวลาขอไรท่านได้ ต้องรีบแก้ทันที อย่าขอมาก ขอเวลาจำเป็นจริงๆ เท่านั้น ราคาไม่กี่บาท กับชีวิตคนทั้งชีวิต คุณว่าคุ้มมั้ยครับ แร่เหล็กไหลนี้ ผมรับประกัน ว่าสุดยอดจริงๆครับ และถ้าถามว่าสามารถรักษาโรคได้มั้ย ผมบอกเลยว่าได้ อยู่ที่คุณขอแล้ว ว่าควรขอแบบไหน ควรตอบแทนแบบไหน ลองเอาไปใช้ดูครับ (ถ้าอยู่กับคนรักเวลาจะทำกิจกรรม ให้ถอดหรือเอาออกนอกห้องแล้วเอาผ้าขาวปิดไว้) เด็กคนไหนนอนสะดุ้งตอนกลางคืนหรือ เวลานอน ก็ให้ใส่แร่ 7 สีชนิดนี้รับรองเห็นผล แร่ชนิดนี้มีอำนาจมาก ชีวิตคนมีค่า แต่ทำไมไม่ลองหันมาใส่กัน 1.ผู้ที่โดนผีหลอก และกัวผี ถ้าใส่พระแล้วไม่ได้ผล ลองหันมาลองใส่เหล็กไหล 7 สีดู รับรองหาย 2.ผู้ที่โดนผีอำบ่อยๆ ให้ลองมาใส่เหล็กไหล 7 สีดู หายแน่นอน 3.คนที่ชอบนอนค้างตามโรมแรมแต่ๆ ถ้ากัวผีหรือมีคนตายในห้องนั้น ให้ลองใส่เหล็กไหล 7 สีรับรองผีไม่มายุ่งกับผู้ที่ใส่เป็นอันขาด 4.ถ้าไปท่องเที่ยวตามป่าเขา ต่างจังหวัด แล้วเกิดกัวเรื่อง ลมแพลมพัด ของคุนไส มนต์ดำต่างๆให้ลองมาใส่เหล็กไหล 7 สี รับรองไม่โดนแน่ 5.ถ้าคนไหนมีสัมผัสที่6 แล้วชอบเห็นเจ้ากรรมนายเวรมาขอส่วนบุญ ถ้าไม่กัวก็แล้วไป แต่ถ้ากัว ให้หันมาใส่เหล็กไหล 7 สีดู วิญญาณไม่ดีจะไม่สามารถเข้าใกล้ผู้ใส่ได้ นอกจากวิญญาณที่ดีเท่านั้น 6.เด็กที่ชอบนอนสะดุ้ง ตกใจร้องจ๊ากเวลากลางดึก ให้ใส่เหล็กไหล 7 สี หายแน่นอน 7. โดนผีเข้า ให้เอาไปใส่ 8.ผู้ที่ชอบนั่งสมาธิ นำเหล้กไหล 7 สีมาใส่สามารถป้องกันอตรายต่างๆเกี๋ยวกับวิญญาณในการนั่งสมาธิได้ดีเยี่ยม 8.ธาตุกายสิทธิ์เสมือนทางลัดในการฝึกญาณบารมี บางตำราว่าของ (อ.บูรพา ผดุงไทย ) เหล็กไหล 7 สีเป็นเหล็กไหลน้ำหนึ่งที่ถือว่าเป็นสุดยอดแห่งเหล็กไหลทั้งปวง ตามธรรมชาติจะมีถึง 7 สี คือ ม่วง คราม น้ำเงิน เขียว เหลือง แสด แดง ทั้งยังมีที่ออกเป็นสีทองและสีเงินยวงขาวบริสุทธิ์ เหล็กไหลต่างๆเหล่านี้จะแยกกันเป็นอิสระ จะพบเจอรวมกันก็เฉพราะรังเหล็กไหลที่เป็น 7 สีเท่านั้น สีเขียว สีม่วง สีคราม น้ำเงิน เป็นเหล็กไหลโกฏิปีและเหล็กไหลเจ้าป่า สีเหลือ สีแสด และสีแดงอยู่ในตระกูลสีท้องปลาไหล และเหล็กไหลพลิง โดยแต่ละสีนั้นจะมีฤทธิ์บารมีแตกต่างกัน โดยปกติเหล้กไหลหนึ่งองค์ก็จะมีหนึ่งสี แต่อาจแปรสภาพต่างออกไป เช่นจ่างสีดำเปลี่ยนเป็นสีเขียว แต่ที่จะพบว่าในหนึ่งองค์นั้นมีครบ 7 สีไม่ค่อยมีนอกจากเหล็กไหลโกฏิปีเท่านั้นที่สามารถทอสีออกเป็นสายรุ้งได้ รังเหล็กไหล 7 สีมีคุณทุกด้าน ทั้งเสน่ห์เมตตามหานิยมคุ้มครองปกป้องให้โชคภาพ เป็นแคล้วคลาดอย่างประเสริฐ เป็นตบะเดชะ เหมาะสำหรับนักปกครองด้วย เรียกดีทั้งนั้น มีอานุภาพ 108 ประการ มีรังเหล็กไหล 7 สีชิ้นเดียวเท่ากับมีเหล็กไหลชั้นยอดถึง 7 ชนิดด้วยกัน ผู้ครอบครองจะประสบความสำเร็จในการงาน สามารถฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายทั้งปวงได้ คำอธิษฐานน้ำมนต์เหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์ ลูกขอบารมีสมเด็จพุฒจารย์โต พรหมรังสี ท่านพญาสมิงเหล็ก ท่านปู่ฤาษีเวชยันต์ เทพยดาอารักษ์ ผู้สิงสถิตอยู่ในเหล็กไหลธาตุกายสิทธิ์นี้ และครูบาอาจารณ์ทุกท่าน ข้าพเจ้า ( ชื่อ นามสกุล ) ป่วยเป็นโรค......อาการ......ลูก ขออนุญาตดื่มน้ำมนต์อันศักดิ์สิทธิ์นี้เพื่อช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บในร่าง กายของลูกให้หายขาด ณ บัดนี้ด้วยเถิด ( น้ำมนต์ใช้ดื่ม ทา หรืออาบ วันละหลายครั้งก็ได้ ) คาถาต่างๆ ที่ใช้ภาวนากับ เหล็กไหล ท่องพระคาถาบทนี้แล้ว พึงทำการอธิษฐานขอให้เหล็กไหลแสดงปาฏิหาริย์เป็นอนุสติให้ดูอย่างใดอย่าง หนึ่ง เช่นว่าให้ยืดให้หด ให้เล่นไฟ ยังเป็นคาถาคุ้มครองตัวด้วย ท่องไว้ร่างกายแข็งแรง อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัย เป็นคาถาที่เหมาะสมดีนัก พระคาถามีดังนี้ จิ เจ รุ นิ เตชะ สะ ติ วายุละภะ ภะเวสัจเจเอชิมะ อะปานุติ ปะถะวิยัง (ตำรับวัดถ้ำแฝก) การนำธาตุกายสิทธิ์เข้าบ้าน จุดธูป 5 ดอกแล้วกล่าวอัญเชิญดังนี้ พุทโธ เมนาโถ ธัมโม เมนาโถ สังโฆ เมนาโถ สะกะทะจะปูชา จะบูชาท่านผู้ดูและตุอันศักดิ์สิทธิ์ทรงฤทธิ์อานุภาพ อิสะวาสุ อิติปิโส ภะคะวา เหล้กไหลเจริญมาเจริญยิ่งเจริญดีสิ่งดีดีทั้งหลายหลั่งไหลมาหาข้าพเจ้า สัมมะสัมมา สัมมา สัมมะ มะอะอุ คาถาถวายน้ำผึ้ง นะอึดโมอึด โธอัดนะอัด 3 จบ
การใช้เครื่องรางของขลังสายพราย ________________________________________ เครื่องรางสายพราย คือเครื่องรางที่ใช้อำนาจของพราย หรือถ้าจะเรียกกันให้รู้แบบเข้าใจง่ายๆคือใช้ผี เครื่องรางประเภทนี้ผู้สร้างจะใช้ส่วนผสมที่นำมาจากศพหรือชิ้นส่วนของผู้ที่ ตายแล้ว โดยจะมีกรรมวิธีต่างๆตามวิชาอาคมของอาจารย์นั้นๆ แล้วทำการปลุกเสกตามตำรา โดยจะเป็นลักษณะของการนำจิตวิญญานของผู้ที่ตายแล้วมากักขัง เสกชุบด้วยอำนาจของคาถาอาคม ให้มีฤทธิ์เดชตามที่ตนต้องการ เช่นทางเสน่ห์ ลุ่มหลง รักใคร่เสน่หา พิศวาสหลงใหล หรือทางเรียกโชคลาภ ค้าขาย โดยพรายนั้นจะขลังไม่ขลังขึ้นอยู่กับพลังจิตและวิชาอาคมของผู้ปลุกเสกเป็น สำคัญและจะเฮี้ยนไม่เฮี้ยนก็ขึ้นอยู่กับจิตวิญญาญนั้นว่าสั่งสมบุญบารมีมา สักเท่าใด เมื่อเสร็จสิ้นการปลุกเสกมักจะเรียกจิตวิญญานนั้นว่าพราย อาทิเช่นน้ำมันพราย ผงพราย ...ฯลฯ แต่ก็จะมีอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ได้นำชิ้นส่วนมาจากศพหรือคนที่ตาย แต่จะเป็นการเรียกจิตวิญญาญล่องลอยอยู่ ที่มีมีอยู่มากมายมหาศาลในโลกนี้ มาแล้วทำการกักชุบสั่งด้วยคาถาอาคม แบบนี้ก็มี เมื่ออาจารย์ที่สร้างต้องการจะสร้างเครื่องรางใดๆ ก็จะนำมวลสารพรายที่ทำไว้แล้วผสมลงไปในเครื่องรางของขลังที่สร้างนั้น เพื่อเพิ่มเป็นตัวช่วยที่จะทำให้เครื่องรางของขลังนั้นมีความขลังมีผลต่อผู้ นำไปใช้มากยิ่งขึ้นด้วยอำนาจของพราย ถ้าเป็นเครื่องรางของขลังที่ไม่ใช้ภูติพรายก็จะเป็นการเสกด้วยอำนาจของคาถา อาคมด้วยพลังจิตเพียงอย่างเดียว ซึ่งจริงๆแล้วถ้าอาจารย์ที่ปลุกเสกนั้นมีพลังจิตแก่กล้ามีวิชาอาคมที่เข้ม ขลัง เครื่องรางนั้นก็จะมีพลังอำนาจความศักดิ์สิทธิ์มากโดยไม่ต้องอาศัยพรายก็ได้ และไม่ได้หมายความว่าเครื่องรางที่ใส่มวลสารที่มีพรายลงไปจะแรงหรือขลังและ ได้ผลดีกว่าเครื่องรางของขลังที่ไม่ได้ใส่พรายเสมอไป ส่วนใหญ่จะมีค่านิยมผิดๆ หรืออาจจะเป็นเพราะวิบากกรรมของผู้บูชาที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่า นี้ หรืออาจจะเป็นเพราะอำนาจของพรายที่ไปดึงจิตใจ ให้คนที่อยากจะบูชาเครื่องรางประเภทนี้ให้คิดไปว่า อยากใช้เครื่องรางที่มีพรายเพราะคิดว่าแรงกว่าดีกว่า ที่แรงและดีก็มี ที่ไม่แรงไม่ดีก็มี ข้อควรรู้ในการนำเครื่องรางของขลังที่มีพรายไปใช้ 1.การที่นำเครื่องรางประเภทสายพราย ไปใช้ ท่านจะต้องคิดไว้เสมอว่าท่านมีพราย คือมีจิตวิญญาญ หรือที่เรียกกันว่าผีไปอยู่กับท่านด้วย การนำเข้าบ้านก็ต้องบอกเจ้าที่เจ้าทางให้รับทราบ และหากนำเข้าไปในบ้านแล้วให้จัดวางตำแหน่งที่เหมาะสมคือห้ามนำไปไว้ใกล้กับ พระ หรือในห้องพระเด็ดขาด ให้วางไว้ที่ธรรมดาที่ไม่มี พระหรือวัตถุมงคลอื่นใด จะจัดวางรวมไว้กับประเภทพรายเหมือนกันได้ 2.พรายเขาก็มีจิตวิญญานมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนคนเราทุกอย่าง คุณลืมคิดอะไรไปหรือเปล่าว่าเขาต่างกับคุณแต่เขาไม่มีร่างกายที่เป็นเนื้อ เท่านั้นความรู้สึกนึกคิดต่างๆก็ไม่ต่างอะไรคนๆหนึ่งแต่เขาอยู่คนละมิติกับ เราไม่สามารถจะบอกเราได้ เมื่อนำเขาเข้าบ้านแล้วไม่ว่าพรายของสำนักไหน อาจารย์ผู้สร้างเขาจะบอกไว้หรือไม่ได้บอก ท่านก็ต้องจัดอาหารให้เขาได้กินบ้างตามสมควร เช่นอาจจะเป็นวันพระ หรือเดือนละครั้งหรือแล้วแต่สะดวก ไม่จำเป็นต้องให้ทุกวัน จะให้ดีเวลานำเข้าบ้านครั้งแรกก็จัดอาหารให้เขาสักครั้งหนึ่งเขาจะดีใจมาก เพราะตามประสบการณ์ที่ได้ยินมา พวกนี้เขาต้องการอาหารทั้งนั้นแม้แต่หุ่นพยนต์เอง บางคนที่เขาสามารถสื่อกับเรื่องพวกนี้ได้ เขาก็ออกมาบอกเลยว่าไม่ได้กินอาหารมานานมากแล้วขอข้าวให้เขากินบ้าง 3.ท่านใดที่ปกติแล้วชอบสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน สวดพระคาถาที่เกี่ยวกับพระพุทธคุณต่างๆ ทุกวันเช่นพระคาถาชินบัญชร หรือ พาหุง หากต้องการใช้เครื่องรางของขลังสายพราย ท่านจงคำนึงไว้เสมอว่าสิ่งนี้เป็นไสยศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ท่านปฏิบัติอยู่ และไม่ใช่สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงสอน เมื่อท่านจะสวดมนต์ไหว้พระท่านต้องเอาของพวกนี้ไว้ไกลๆที่ท่านสวด และเวลาท่านจะนำเครื่องรางสายพรายติดตัว กรุณาอย่าสวดคาถาที่เกี่ยวกับบทพระพุทธคุณต่างๆ อาทิเช่นพระคาถาชินบัญชร พาหุง ยอดพระกัญฯ...ฯลฯ เพราะคาถาเหล่านี้เป็นคาถาอันเชิญพระพุทธบารมี หากสวดแล้วนำเครื่องรางเหล่านี้ติดไปจะสร้างความลำบากร้อนรนให้กับพรายเป็น อย่างมากและเขาจะไม่สามารถช่วยอะไรท่านได้เลยและต้องอยู่ห่างๆ จะต้องเลือกเอาเองว่าจะให้ภูติพรายไสยศาสตร์ช่วย หรือจะเอาทางพระพุทธบารมีคุ้มครอง หากมั่วสวดรวมกันไปทั้งหมด ผมรับประกันเลยว่าท่านจะใช้เครื่องรางของขลังสายนี้ไม่ได้ผลเลย เพราะพรายก็เดือดร้อนครูบาอาจารย์ไสยศาสตร์ที่เขาหนุนวิชาอยู่ก็ช่วยให้ผล อะไรไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจใดจะเหนือกว่าบารมีของพระพุทธเจ้า นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่หลายคนใช้เครื่องรางแล้วไม่ได้ผล ไม่เชื่อก็ลองดู พิสูจน์มาแล้ว และก็เห็นมาแล้วนักต่อนัก เรื่องนี้สำคัญและไม่ค่อยรู้กันส่วนใหญ่คิดปนกัน ท่านจะต้องแยกให้ออกว่าอันไหนเป็นไสยศาสตร์ อันไหนเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสั่งสอน ถ้าไม่ใช้เรื่องการปฏิบัติให้เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์หลุดพ้นจากการเวียนว่าย ตายเกิด ก็เป็นไสยศาสตร์หมด แต่ไสยศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นสิ่งที่เลวร้ายทั้งหมด พระอริยเจ้าหลวงปู่หลวงพ่อครูบาอาจารย์ท่านก็ใช้ไสยศาสตร์ เพื่อช่วยเหลือสงเคาระห์ชาวบ้านในทางโลก 4.ใช้เครื่องรางของขลังสายพราย อย่าแขวนรวมกับพระ จริงๆแล้วไม่ควรจะแขวนพระด้วยซ้ำหากใช้ของขลังที่เป็นพราย เพราะถ้าหากพระเครื่องนั้นปลุกเสกด้วยอำนาจของพุทธบารมีแล้ว (พระเครื่องบางทีก็ไม่ได้มีพลังพระพุทธบารมีเสมอไปบางทีก็เป็นพลังจิตของพระ เกจิฯ พลังของเทพ หรือรูปพลังอื่นเช่น เมตตามหานิยม โชคลาภ คงกระพัน ) พลังพระพุทธบารมีก็จะแผ่คลุมคนนั้นไปทั้งหมด เวลาใช้ของก็ไม่มีผลแถมถ้าเป็นสายพรายหมดสิทธิ์ที่จะเข้าใกล้ตัวผู้แขวนเลย ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์ไหนมีพลังเป็นพระพุทธบารมี อันนี้ต้องเอาไปให้ผู้ที่จับพลังจิตได้สัมผัสพลังดูก็จะรู้ว่าเป็นพลังอะไร แต่ถ้าเป็นพลังจิตของพระเกจิหรืออาจารย์ทั่วๆไปที่เป็นพลังต่างๆเช่นเมตตา มหานิยม แคล้วคลาดกันภัย อันนี้ก็พอไปด้วยกันได้ 5.ผู้ใช้ของขลังสายพราย ต้องทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับพรายที่อยู่ด้วยบ้าง เพราะว่าการที่จะเป็นพรายถูกเขากักให้ใช้งาน เขาก็มีกรรมมาทางนี้ จริงๆแล้วเขาก็น่าสงสารพรายบางตนดูแล้วก็มีอารมณ์จิตเศร้าหมองหดหู่ตลอดเวลา บางตนก็นิ่งเฉยเซ็งๆ ดังนั้นเมื่อเราใช้เขาเราก็ต้องมีน้ำใจช่วยเหลือเขาบ้าง ไม่ใช่ใช้ดะอย่างเดียวไม่สนใจอะไรไม่ลืมหูลืมตา ไม่รู้เรื่องรู้ราวเขาว่าสายพรายดีกูเอามาใช้แล้วก็แรงดี ใช้อย่างเดียวอย่างนี้ก็แย่ ลองคิดดูถ้าเราไปเป็นอย่างเขาบ้างเราจะเซ็งแค่ไหน ควรจะทำบุญถวายสังฆทาน ใส่บาตร ...ฯลฯ แล้วอุทิศบุญกุศลให้เขาบ้างตัวคุณก็ได้บุญ พรายก็ได้บุญเขาจะมีความสุขมากขึ้น หมดกรรมแล้วก็จะได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้น 6.เวลานำพรายไปใช้แล้วเจอเหตุการณ์แปลกๆ เช่นเสียงก็อกแก๊ก ได้ยินเป็นเสียง เห็นเป็นเงาต่างๆนาๆ อย่าไปสวดคาถาอะไรไล่เขาบางทีเขาอาจจะแค่บอกให้รู้ว่าอยู่ด้วย หรืออยากจะได้บุญให้ลองแผ่บุญให้เขาโดยบอกว่า "ขอบุญบารมีของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ขอให้ผลบุญของข้าพเจ้าที่ได้ทำมาทั้งหมด ขออุทิศบุญกุศลนี้ให้กับภูติพรายที่อยู่ด้วยนี้ " ถ้าเจอเหตุการณ์ที่เขามารบกวนก็บอกเขาได้ว่าอย่าทำอย่างนั้น ถ้าไม่ไหวจริงก็เลิกใช้ไป คิดที่จะใช้เครื่องรางสายพรายแล้วนี่ เจอเรื่องแปลกๆแล้วกลัวทำไม ถ้ากลัวก็ไม่ต้องใช้